“ไม่รักแม่ค้า” ไม่ได้ลอกเลียนธรรมเนียมใดธรรมเนียมหนึ่ง แต่ปล่อยให้ธรรมเนียมทั้งสองดำเนินควบคู่กันไป ท่อนภาษาอังกฤษทำหน้าที่เล่าเรื่อง ทั้งร้านก๋วยเตี๋ยว การไปที่ร้านทุกวัน และป้ายประกาศปิดร้าน ส่วนท่อนร้องซ้ำภาษาไทยทำหน้าที่ถ่ายทอดการปฏิเสธ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นคำสารภาพ
เพลงบางเพลงบรรยายความรู้สึก แต่ “ไม่รักแม่ค้า” (Mai Rak Mae Kha) ทำสิ่งที่ต่างออกไป นั่นคือการเล่าเรื่องที่มีทั้งตัวละคร ฉาก และบทสรุปที่ผู้ฟังต้องติดตามไปจนถึงท้ายเพลงจึงจะเข้าใจ เพลงนี้เป็นหนึ่งในสี่เพลงจากอีพี Ysaan ของอาจารย์เดวิด เล่าเรื่องชายคนหนึ่งที่ไปร้านก๋วยเตี๋ยวร้านเดิมทุกวัน และยืนยันว่าเขาไปเพราะอาหาร ไม่ใช่เพราะผู้หญิงที่เป็นเจ้าของร้าน จนกระทั่งร้านปิดถาวร เขาจึงเข้าใจว่าแท้จริงแล้วอะไรทำให้เขากลับไปที่นั่นเสมอ
รากของเพลงนี้ทอดไปในสองทิศทางพร้อมกัน โครงเรื่องที่กระชับและนำไปสู่จุดหักมุมได้รับอิทธิพลส่วนหนึ่งจากนักร้องนักแต่งเพลงในอเมริกาเหนือช่วงทศวรรษ 1970 ขณะที่ฉากและอารมณ์ขันเป็นส่วนหนึ่งของธรรมเนียมอันยาวนานในเพลงไทยที่นำชีวิตธรรมดามาเล่าเป็นบทเพลง อาจารย์เดวิดเติบโตมากับการฟังนักแต่งเพลงนักเล่าเรื่องอย่างจิม โครชี และแฮร์รี เชพิน วิธีที่ศิลปินเหล่านี้สร้างเพลงขึ้นจากตัวละครซึ่งได้พบความจริงเล็กๆ บางอย่างเกี่ยวกับตัวเอง จึงมีอิทธิพลต่อการเขียนเพลงนี้
ธรรมเนียมเพลงเล่าเรื่องในอเมริกาเหนือ
จิม โครชี แฮร์รี เชพิน และกอร์ดอน ไลต์ฟุต เขียนเพลงที่ทำงานคล้ายเรื่องสั้น ตัวละครในเพลงของพวกเขามีทั้งคนขับแท็กซี่ คนที่กำลังโทรศัพท์ และผู้คนที่หวนมองการตัดสินใจในอดีตซึ่งไม่อาจย้อนกลับไปแก้ไขได้ สิ่งสำคัญที่อาจารย์เดวิดซึมซับจากศิลปินเหล่านี้คือการแสดงให้เราเห็นตัวละครที่อยู่ในสถานการณ์หนึ่ง แทนที่จะบอกตรงๆ ว่าตัวละครนั้นรู้สึกอย่างไร “ไม่รักแม่ค้า” ไม่ได้เริ่มต้นด้วยคำประกาศความรัก แต่เริ่มจากชายคนหนึ่งที่นั่งอยู่ตามลำพังในร้านคุ้นเคย ขณะที่เพื่อนๆ มองเห็นบางอย่างในตัวเขาซึ่งแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่ยอมรับ
เพลง “Operator (That’s Not the Way It Feels)” ของโครชีสร้างขึ้นจากบทสนทนาทางโทรศัพท์สาธารณะที่เราได้ยินเพียงฝ่ายเดียว ชายคนหนึ่งขอให้พนักงานต่อสายช่วยเชื่อมต่อไปหาอดีตคนรัก โดยยืนยันว่าเขาเพียงต้องการพิสูจน์ให้เธอเห็นว่าเขาสบายดี แต่ยิ่งเขาพูดนานเท่าไร คำยืนยันนั้นก็ยิ่งพังทลายลง การโทรศัพท์ครั้งนั้นจึงกลายเป็นหลักฐานที่หักล้างคำพูดของเขาเอง
เพลง “Taxi” ของเชพินใช้วิธีคล้ายกัน แต่เล่าจากอีกมุมหนึ่ง คนขับแท็กซี่รับผู้โดยสารหญิงคนหนึ่ง ก่อนจะจำได้ว่าเธอคือผู้หญิงที่เขาเคยรักเมื่อหลายปีก่อน การเดินทางข้ามเมืองจึงกลายเป็นการย้อนกลับไปหาทุกสิ่งที่ทั้งคู่เคยใฝ่ฝันไว้ เชพินไม่เคยอธิบายว่าเพลงนี้หมายถึงอะไร เขาเพียงนำคนสองคนมาอยู่ในรถแท็กซี่คันเดียวกัน แล้วปล่อยให้สิ่งที่พวกเขาพูดและไม่ได้พูดทำหน้าที่ของมัน
ไลต์ฟุต นักแต่งเพลงชาวแคนาดาในสายดนตรีโฟล์กอเมริกาเหนือ นำเทคนิคเดียวกันไปใช้กับเรื่องราวที่ใหญ่ขึ้นมาก “The Wreck of the Edmund Fitzgerald” เปลี่ยนโศกนาฏกรรมทางทะเลให้กลายเป็นเรื่องเล่า ส่วน “Canadian Railroad Trilogy” เปลี่ยนการก่อสร้างทางรถไฟให้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความทะเยอทะยานและการเสียสละ ไม่ว่าเนื้อหาจะเป็นความทรงจำส่วนตัวหรือเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ ไลต์ฟุตเชื่อในพลังของรายละเอียดที่เป็นรูปธรรม ซึ่งดึงผู้ฟังเข้าไปอยู่ในเรื่องแทนการอธิบายความหมายของเพลงให้ฟัง
“ไม่รักแม่ค้า” เล่าเรื่องในขนาดที่เล็กกว่ามาก มีเพียงชายคนหนึ่ง ผู้หญิงคนหนึ่ง ร้านก๋วยเตี๋ยวใกล้ป้ายรถประจำทาง และกิจวัตรที่เกิดขึ้นทุกวัน แต่เพลงนี้ใช้กลวิธีเดียวกัน แทนที่จะบอกเราว่าชายคนนั้นเหงาหรือแอบมีความรัก เพลงปล่อยให้การกระทำของเขาเป็นสิ่งบอกเรา
การเล่าเรื่องในเพลงไทย
การแต่งเพลงเพื่อเล่าเรื่องไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่ในประเทศไทย ตรงกันข้าม การเล่าเรื่องเป็นหัวใจสำคัญของเพลงลูกทุ่ง หมอลำ และเพลงเพื่อชีวิตมาหลายยุคหลายสมัย
เพลงลูกทุ่งเติบโตเคียงคู่กับชีวิตในชนบทและชีวิตของชนชั้นแรงงาน บทเพลงเหล่านี้ถ่ายทอดประสบการณ์ของชาวนา กรรมกร ผู้ย้ายถิ่น และผู้คนที่พยายามสร้างชีวิตใหม่ไกลจากบ้าน เจมส์ มิตเชลล์ นักมานุษยดนตรีวิทยา อธิบายว่าเพลงลูกทุ่งเป็นแนวดนตรีที่มอบพื้นที่ให้แก่ความหวัง ความคับข้องใจ และความยากลำบากของคนไทยธรรมดา ขณะเดียวกันก็เปิดรับอิทธิพลทางดนตรีจากภายนอกโดยไม่สูญเสียรากความเป็นไทย
เพลงเล่าเรื่องบางเพลงดำเนินผ่านเสียงของตัวละครเพียงคนเดียว ขณะที่บางเพลงใช้การร้องโต้ตอบระหว่างตัวละครสองคน “หนุ่มนาข้าว สาวนาเกลe” (Num Na Khao Sao Na Kluea) แต่งโดยสรเพชร ภิญโญ และบันทึกเสียงครั้งแรกโดยสรเพชรกับน้องนุช ดวงชีวัน ในปี 2525 เพลงนี้จับคู่หนุ่มชาวนากับสาวนาเกลือ และเปลี่ยนความแตกต่างในชีวิตการทำงานของทั้งสองให้กลายเป็นเรื่องรัก ส่วน “จันทนาที่รัก”
(Chanthana Thi Rak) และเพลงตอบ “จันทนาตอบรัก” (Chanthana Top Rak) สร้างความสัมพันธ์ของตัวละครผ่านเพลงสองเพลง โดยมีชีวิตของคนงานโรงงานเป็นพื้นหลัง เพลงเหล่านี้ไม่ใช่เพลงรักนามธรรม ตัวละครอาศัยอยู่ในโลกทางสังคมที่ผู้ฟังมองเห็นได้ ซึ่งถูกหล่อหลอมด้วยงานและสถานที่ เพลงทั้งสามยังได้รับการศึกษาในฐานะบันทึกเรื่องการย้ายถิ่น แรงงาน และความรู้สึกผูกพันในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านสู่สังคมอุตสาหกรรม
เพลงเพื่อชีวิตนำสัญชาตญาณแบบเดียวกันไปสู่อีกทิศทางหนึ่ง ศิลปินอย่างคาราวานและคาราบาวใช้ชีวิตของคนคนหนึ่งเป็นประตูเปิดไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่า ไม่ว่าจะเป็นความยากจน การย้ายถิ่น หรือความไม่เท่าเทียม ขอบเขตของเรื่องอาจต่างจาก “ไม่รักแม่ค้า” แต่แนวคิดพื้นฐานเป็นแนวคิดเดียวกับที่อาจารย์เดวิดนำมาใช้ นั่นคือชีวิตของคนธรรมดาคนหนึ่งสามารถมีเรื่องราวที่ควรค่าแก่การนำมาร้องเป็นเพลง
เพลงที่ใกล้เคียงกัน: “แม่ค้าตาคม”
เพลงที่อาจถือเป็นญาติใกล้ชิดที่สุดของ “ไม่รักแม่ค้า” คือเพลงลูกทุ่งคลาสสิก “แม่ค้าตาคม” (Mae Kha Ta Khom) ซึ่งแต่งโดยครูเพลงชื่อดัง ไพบูลย์ บุตรขัน และบันทึกเสียงโดยศรคีรี ศรีประจวบ ราวปี 2513–2514
เพลงรุ่นก่อนเพลงนี้เล่าอย่างสนุกสนานถึงชายคนหนึ่งที่หลงเสน่ห์หญิงสาวขายอาหารในตลาด ความสนใจที่เขามีต่อเธอและอาหารของเธอผูกพันกันอย่างเปิดเผย กว่าห้าสิบปีต่อมา “ไม่รักแม่ค้า” นำสถานการณ์แบบเดียวกันกลับมาอีกครั้ง ทั้งลูกค้าชาย แม่ค้าที่มีเสน่ห์ และความรักที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความอยากอาหาร แต่เลือกเล่าเรื่องด้วยวิธีที่ต่างออกไป ในเพลงรุ่นก่อน ผู้ชายแสดงความสนใจต่อแม่ค้าอย่างตรงไปตรงมา แต่ใน “ไม่รักแม่ค้า” อารมณ์ขันเกิดจากการปฏิเสธ เพื่อนๆ มองเห็นสิ่งที่เขาไม่ยอมรับ เขายืนยันว่าเขารักบะหมี่หมูแดงและบะหมี่หมูกรอบ แต่ไม่ได้รักแม่ค้า
ไม่รักแม่ค้า
รักบะหมี่หมูแดง
รักบะหมี่หมูกรอบ
แต่ไม่รักแม่ค้า
ไม่รักจริงๆ
ทุกวันตอนเที่ยง เขาขับรถไปที่ร้านและจอดตรงหน้าร้าน เพื่อให้เธอเห็นว่าเขามาถึงแล้ว คำพูดของเขาบอกอย่างหนึ่ง แต่พฤติกรรมกลับบอกอีกอย่าง และท่อนร้องซ้ำก็ย้ำให้เราเห็นช่องว่างระหว่างสองสิ่งนี้
ร้านก๋วยเตี๋ยวในบทกวีของอาจารย์เดวิด
ร้านก๋วยเตี๋ยวไม่ใช่ฉากที่สร้างขึ้นเพื่อเพลงนี้เท่านั้น แต่ปรากฏซ้ำหลายครั้งในหนังสือรวมบทกวีสองภาษาของอาจารย์เดวิด ได้แก่ Under the Weeping Fig และ Poems from Sakon Nakhon ในบทกวีเหล่านี้ ร้านก๋วยเตี๋ยวกลายเป็นสถานที่ที่ความหิวธรรมดาๆ ความเหงา และความหวังมาบรรจบกัน
บทกวีหมายเลข 11 ใน Under the Weeping Fig กล่าวถึงความรักที่ไม่เคยเอ่ยออกมาของชายคนหนึ่งที่ไม่เคยสัมผัสหญิงสาวที่เขารัก ไม่มีจูบ ไม่มีอ้อมกอด แม้แต่การจับมือ เขาพอใจเพียงได้รอให้เส้นทางของทั้งสองมาบรรจบกันสัปดาห์ละครั้งหรือสองครั้ง ซึ่งบางครั้งเกิดขึ้นที่ร้านก๋วยเตี๋ยว ความสงบนิ่งของบทกวีเป็นสิ่งสร้างพลังทางอารมณ์ ไม่มีเหตุการณ์น่าตื่นเต้นใดเกิดขึ้น แต่เพียงโอกาสที่จะได้พบเธอก็เป็นสิ่งกำหนดจังหวะชีวิตของเขา
บทกวีหมายเลข 28 ยิ่งใกล้เคียงกับ “ไม่รักแม่ค้า” มากขึ้น ชายคนหนึ่งถามแม่ค้าว่าทำไมบะหมี่ของเธอจึงอร่อยนัก เธอตอบว่า “ความรัก” เขาจึงกลับมากินบะหมี่หมูแดงและดื่มชามะนาวทุกวัน เพื่อรับความรักในส่วนที่เขาพอจะได้รับ อาหารกลายเป็นภาษาทางอ้อมที่ใช้เรียกชื่อความรักซึ่งเขาไม่อาจครอบครองได้อย่างเต็มที่
ในบทกวีหมายเลข 6 จาก Poems from Sakon Nakhon แม่ค้าก๋วยเตี๋ยวที่ทำงานหลังพระอาทิตย์ตกถูกบรรยายว่าเป็น “นางฟ้าในคราบคนธรรมดา” ก๋วยเตี๋ยวน้ำตกและก๋วยเตี๋ยวน้ำใสของเธอเปรียบเสมือน “พรในราคา 30 บาท” สำหรับผู้คนที่กำลังเดินทางกลับบ้านตามลำพัง และยังคงรอวันที่จะได้พบ “แฟน”
ร้านแห่งนี้มอบสิ่งที่มากกว่าอาหาร ทั้งความอบอุ่น เพื่อนร่วมทางชั่วคราว และที่พักใจเล็กๆ จากความโดดเดี่ยว สิ่งที่ “ไม่รักแม่ค้า” ทำกับฉากซึ่งปรากฏซ้ำในบทกวีเหล่านี้ คือการนำมาสร้างเป็นเรื่องราวที่มีจุดเริ่มต้นและบทสรุป ต่างจากผู้ชายในบทกวี ลูกค้าคนนี้ต้องสูญเสียทั้งสถานที่และผู้หญิงคนนั้นไป ก่อนที่จะเข้าใจว่าการมาเยือนทุกวันมีความหมายต่อเขาอย่างไร
เรื่องราวสามฉาก
เพลงนี้ดำเนินไปเกือบเหมือนภาพยนตร์สั้น ฉากแรก ชายคนนั้นนั่งอยู่ตามลำพัง ขณะที่เพื่อนๆ ล้อว่าเขา “ตกหลุมรัก” และปีนกลับขึ้นมาไม่ได้ ฉากที่สองทำให้เราเห็นกิจวัตรชัดเจนขึ้น เขาไปเวลาเดิมทุกวันและจอดรถตรงจุดเดิมที่เธอจะมองเห็น เขาไม่ได้ไปเพียงเพื่อกินอาหารกลางวัน แต่ต้องการให้เธอเห็นว่าเขามาถึงแล้ว ฉากที่สามทำลายรูปแบบเดิม เขากลับไปพบว่าร้านปิดแล้ว เหลือเพียงป้ายบอกลาตรงจุดที่ร้านก๋วยเตี๋ยวเคยตั้งอยู่ และเป็นครั้งแรกที่เขาต้องแยกอาหารออกจากคนที่เคยทำอาหารให้เขา
จากนั้นท่อนร้องซ้ำก็พลิกความหมาย:
รักมากแม่ค้า
ไม่บะหมี่หมูแดง
ไม่บะหมี่หมูกรอบ
แต่รักมากแม่ค้า
รักมากจริงๆ
คำเดิม แต่ความหมายตรงกันข้าม สิ่งที่ฟังเหมือนเรื่องขำขันเกี่ยวกับชายที่รักการกินบะหมี่ กลับกลายเป็นเพลงเกี่ยวกับคนที่เพิ่งมองเห็นความรักของตัวเองเมื่อความรักนั้นจากไปแล้ว
เพลงเล่าเรื่องสองภาษา
“ไม่รักแม่ค้า” ไม่ได้ลอกเลียนธรรมเนียมใดธรรมเนียมหนึ่ง แต่ปล่อยให้ธรรมเนียมทั้งสองดำเนินควบคู่กันไป ท่อนภาษาอังกฤษทำหน้าที่เล่าเรื่อง ทั้งร้านก๋วยเตี๋ยว การไปที่ร้านทุกวัน และป้ายประกาศปิดร้าน ส่วนท่อนร้องซ้ำภาษาไทยทำหน้าที่ถ่ายทอดการปฏิเสธ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นคำสารภาพ ภาษาอังกฤษบอกเราว่าเกิดอะไรขึ้น ส่วนภาษาไทยมอบถ้อยคำที่เขาใช้ซ่อนความรู้สึก และต่อมาก็ใช้ยอมรับความรู้สึกนั้น
ผลลัพธ์จากการผสมผสานนี้คือเพลงป๊อปสองภาษาที่มีโครงสร้างเหมือนเรื่องสั้น และมีฉากเป็นความทรงจำธรรมดาๆ ในประเทศไทย กลวิธีแบบโครชีและเชพิน ซึ่งปล่อยให้พฤติกรรมเปิดเผยความจริงที่ตัวละครยังพูดออกมาไม่ได้ ถูกนำมาใช้กับฉากชีวิตการทำงานเล็กๆ ที่มีอารมณ์ขัน แบบที่นักแต่งเพลงลูกทุ่งไทยนำมา
เขียนเป็นเพลงมาหลายทศวรรษ ร้านก๋วยเตี๋ยวใกล้ป้ายรถประจำทางอาจดูไม่ใช่สถานที่ยิ่งใหญ่อะไร แต่นั่นคือหัวใจของเรื่อง สถานที่บางแห่งมีความหมายขึ้นมาก็ต่อเมื่อเรารู้ว่าเราไม่สามารถกลับไปที่นั่นได้อีก และบางครั้ง สิ่งที่เราคิดว่าเป็นเหตุผลที่ทำให้เราไปที่แห่งหนึ่ง อาจไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้เรากลับไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดาวน์โหลดบทความภาษาไทย




