“Country Roads” มอบต้นแบบสำหรับการถ่ายทอดอารมณ์กว้างๆ ของเพลงเกี่ยวกับสถานที่ แต่ผมต้องการให้ท่อนต่างๆ ของ “รักสกลนคร” ลงลึกถึงรายละเอียดมากกว่านั้น เนื้อเพลงพาเราเดินทางผ่านสัญลักษณ์ที่เป็นที่รู้จักของจังหวัด ควบคู่กับสถานที่และกิจกรรมซึ่งอาจไม่ปรากฏในคำแนะนำท่องเที่ยวแบบรวบรัด
ตอนที่ผมเริ่มทำ EP ชุดแรก Ysaan ผมรู้อยู่แล้วว่า หนึ่งในห้าเพลงจะต้องเป็นเพลงเกี่ยวกับสกลนคร
ผมอาศัยอยู่ในประเทศไทยมานานกว่า 23 ปี และสกลนครเป็นบ้านของผมมานานกว่า 15 ปีแล้ว ก่อนหน้านี้ ผมเคยเขียนถึงจังหวัดนี้ผ่านบทกวีสองภาษา โดยตรงที่สุดคือในหนังสือ Poems from Sakon Nakhon และผ่านเว็บไซต์ MySakonNakhon.com โครงการเหล่านั้นเปิดโอกาสให้ผมได้แสดงความชื่นชมต่อจังหวัดนี้ แต่เข้าถึงผู้ชมเฉพาะกลุ่ม คือผู้ที่อ่านบทกวีและผู้ที่สนใจเดินทางในภาคอีสานอยู่แล้ว
ผมต้องการสร้างบางสิ่งที่เดินทางไปได้ไกลกว่านั้น และอยากมอบบางสิ่งกลับคืนให้ชุมชนที่กลายเป็นบ้านอีกแห่งของผม เพลงนี้ต้องต้อนรับผู้ที่ไม่เคยได้ยินชื่อสกลนครมาก่อน แต่ก่อนอื่น เพลงต้องเป็นของผู้คนที่รู้จักจังหวัดนี้จากภายใน เป็นสิ่งที่พวกเขาร้องด้วยความภูมิใจได้ ไม่ใช่เพียงนั่งฟัง
นั่นคือความท้าทายที่แท้จริงเบื้องหลัง “รักสกลนคร” เราจะแนะนำสถานที่แห่งหนึ่งให้คนแปลกหน้ารู้จักโดยไม่ทำให้เพลงกลายเป็นเพียงรายชื่อสถานที่ท่องเที่ยวได้อย่างไร และเราจะเขียนให้คนในท้องถิ่นโดยไม่ปิดกั้นคนอื่นได้อย่างไร
เริ่มต้นจาก “Country Roads”
ผมหวนกลับไปคิดถึง “Take Me Home, Country Roads” ของ John Denver อยู่เสมอ ไม่ใช่เพื่อเขียนเพลงนั้นใหม่ในฉากแบบไทย แต่เพื่อศึกษาความรู้สึกที่เพลงสร้างขึ้น และค้นหาวิธีสร้างความรู้สึกคล้ายกันให้คนสกลนคร
“Country Roads” มีคุณสมบัติอย่างหนึ่งที่ผมชอบมาตลอด เพลงไหลลื่นแต่มีจังหวะกระเด้งและสะดุดเล็กน้อย ราวกับกำลังเคลื่อนไปตามถนนหรือแม่น้ำ ถ้อยคำอย่าง “Shenandoah River” และ “Mountain Mama” ร้องสนุกตั้งแต่ก่อนที่เราจะนึกถึงความหมายด้วยซ้ำ เพลงวาดภาพด้วยฝีแปรงกว้างๆ ทั้งภูเขา แม่น้ำ ถนน และบ้าน แล้วเปลี่ยนภูมิศาสตร์ให้กลายเป็นความโหยหา
ผมต้องการการเคลื่อนไหวบางอย่างแบบนั้นใน “รักสกลนคร” อยากให้ถ้อยคำออกจากปากได้ง่าย และมีท่อนคอรัสที่ผู้คนจดจำได้หลังจากฟังเพียงสองหรือสามครั้ง แต่ผมก็ต้องการเปลี่ยนมุมมองด้วย เพลงของ Denver คือคนคนหนึ่งขอให้ถนนพาเขากลับบ้าน ส่วนเพลงของผมจะเป็นเพลงคู่ เป็นการแลกเปลี่ยนคำเชื้อเชิญ พร้อมท่อนคอรัสที่ผู้คนทั้งโต๊ะ ทั้งร้านอาหาร บาร์ งานรวมญาติ หรือห้องคาราโอเกะสามารถร่วมร้องได้
ผมยังต้องการให้เพลงมีชีวิตอยู่ในโลกดนตรีสองแบบพร้อมกัน การแต่งเพลงเอนเอียงไปทางป๊อปตะวันตก แต่การเรียบเรียงเปิดพื้นที่ให้เครื่องดนตรีไทยได้ปรากฏออกมา ไม่มีขนบใดถูกแต่งตัวให้เป็นอีกขนบ ทั้งสองเพียงมาพบกัน เช่นเดียวกับภาษาอังกฤษและภาษาไทยที่มาพบกันในเนื้อร้อง
“ใกล้ถึงบ้าน” ในภาคอีสาน
ศูนย์กลางทางอารมณ์ของเพลงคือวลีที่ร้องซ้ำว่า ใกล้ถึงบ้าน หรือ “almost home”
วลีนี้มีน้ำหนักอย่างแท้จริงในสกลนคร ผู้คนจำนวนมากที่เกิดที่นี่ออกจากจังหวัดไปทำงานหรือเรียนมหาวิทยาลัย และกลับมาเมื่อมีโอกาส ตามที่งาน ปฏิทินการศึกษา และระยะทางจะเอื้ออำนวย โดยช่วงปีใหม่และสงกรานต์คือการเดินทางกลับครั้งใหญ่ บ้านในที่นี้ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ซึ่งตั้งอยู่กับที่ แต่ยังเป็นการค่อยๆ เข้าใกล้ คือภาพภูมิประเทศที่คุ้นเคยเริ่มปรากฏนอกหน้าต่าง ความรู้สึกว่าการเดินทางอันยาวนานใกล้สิ้นสุด และความรู้สึกว่ากำลังเคลื่อนกลับไปหาครอบครัวและตัวตนในวันวาน
ท่อนคอรัสพยายามเก็บช่วงเวลานั้นไว้
สกลนคร ใกล้ถึงบ้าน
คิดถึงจัง ชีวิตชาวบ้าน
รักอีสาน ทุ่งนาสวยงาม
รักสกล ใกล้ถึงบ้าน
สกลนคร ใกล้ถึงบ้าน คิดถึงชีวิตของผู้คนธรรมดา รักอีสานและทุ่งนา รักสกลเมื่อบ้านเริ่มปรากฏอยู่เบื้องหน้า
ผมเลือกใช้ภาษาธรรมดา เพราะความรู้สึกนั้นตรงไปตรงมา ความคิดถึงอดีตไม่ได้ปรากฏในรูปของความคิดซับซ้อนเสมอไป บางครั้งมันเป็นเพียงทุ่งนาที่เคลื่อนผ่านไป ถนนที่เราจำได้ หรือความคิดง่ายๆ ว่า เราใกล้จะถึงแล้ว
สถานที่เฉพาะเจาะจง แต่ไม่ใช่รายชื่อสถานที่ท่องเที่ยวสกลนคร
“Country Roads” มอบต้นแบบสำหรับการถ่ายทอดอารมณ์กว้างๆ ของเพลงเกี่ยวกับสถานที่ แต่ผมต้องการให้ท่อนต่างๆ ของ “รักสกลนคร” ลงลึกถึงรายละเอียดมากกว่านั้น เนื้อเพลงพาเราเดินทางผ่านสัญลักษณ์ที่เป็นที่รู้จักของจังหวัด ควบคู่กับสถานที่และกิจกรรมซึ่งอาจไม่ปรากฏในคำแนะนำท่องเที่ยวแบบรวบรัด
Let's ride through the Mountains of ภูพาน
Let's go shopping for ผ้าสีคราม
Let's sit by the waters of หนองหาร
Let's go home to เมืองสามธรรม
ภูพานกำหนดภูมิประเทศ ผ้าสีครามเป็นตัวแทนของงานหัตถกรรมที่ยังมีชีวิต ไม่ใช่เพียงของที่ระลึก หนองหารพาเพลงกลับมายังผืนน้ำซึ่งเมืองเติบโตขึ้นโดยรอบ ทั้งหมดนี้เป็นลักษณะสำคัญของสกลนคร แต่ผมเขียนให้เป็นสิ่งที่เราทำร่วมกัน คือขี่รถ ซื้อของ นั่งพัก และกลับบ้าน
ท่อนต่อไปลงลึกยิ่งขึ้นสู่ความรู้ในท้องถิ่น
Let's climb the steps of พระธาตุภูเพ็ก
Let's wai อาจารย์ฝั้น at วัดถ้ำขาม
Let's swim the falls of ปรีชาสุขสันต์
Let's hunt เห็ดเผาะ at ภูผายล
ผมไม่ได้ต้องการเพียงเอ่ยชื่อพระธาตุภูเพ็ก แต่เราเดินขึ้นบันไดยาวไปด้วยกัน ที่วัดถ้ำขาม เรากราบนมัสการอาจารย์ฝั้น อาจาโร หนึ่งในพระป่าสายกรรมฐานผู้เป็นที่เคารพและมีความผูกพันกับจังหวัด วัดแห่งนี้ได้รับการจดจำว่าเป็นสถานที่ซึ่งท่านเคยปฏิบัติธรรมและพำนัก
จากนั้นอารมณ์เปลี่ยนจากความศักดิ์สิทธิ์ไปสู่ความสนุกและกิจกรรมทางกาย ทั้งการเล่นน้ำที่น้ำตกปรีชาสุขสันต์ และการหาเห็ดเผาะ เห็ดเผาะเป็นเห็ดตามฤดูกาลที่ผู้คนเก็บในป่าเมื่อฝนต้นฤดูทำให้มันผุดขึ้นทั่วเทือกเขาภูพานและภูผายล
ท่อนสุดท้ายนำจิตวิญญาณ การเฉลิมฉลอง ครอบครัว และอาหารมารวมกัน
Let's see the stars at บ้านท่าแร่
Let's make merit with พ่อ and แม่
Let's eat steak at โพนยางคำ
Let's กินส้มตำ by the pond
ดวงดาวที่บ้านท่าแร่หมายถึงเทศกาลแห่ดาวคริสต์มาส ซึ่งเชื่อมโยงกับชุมชนคาทอลิกที่ตั้งมั่นอยู่ที่นั่นมานานกว่าหนึ่งศตวรรษ ไม่ใช่ภาพเทศกาลทั่วๆ ไป แต่เป็นสายใยที่มีอยู่จริงในชีวิตทางศาสนาและวัฒนธรรมของสกลนคร จากนั้นเพลงเปลี่ยนไปสู่การทำบุญแบบพุทธกับพ่อแม่ ก่อนจะไปถึงความสุขแบบท้องถิ่นสองอย่างที่ไม่มีทางเข้าใจผิด คือเนื้อโคขุนโพนยางคำ ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการยอมรับของจังหวัด และส้มตำริมน้ำ
ผมเลือกสถานที่เหล่านี้เพราะมีความหมายสำหรับผม และเพราะรู้ว่าสิ่งเหล่านี้จะเข้าถึงใจผู้ฟังชาวไทยในท้องถิ่นด้วย เมื่อรวมกันแล้ว รายละเอียดทั้งหมดให้ความรู้สึกเหมือนแผนที่ความทรงจำมากกว่าแผนการเดินทาง ตั้งแต่ภูเขาสู่ผืนผ้า จากทะเลสาบสู่วัด จากน้ำตกสู่ป่า จากดวงดาวสู่พ่อแม่ และจากสเต๊กสู่ส้มตำ สกลนครปรากฏเป็นสิ่งที่เราสัมผัสร่วมกับผู้อื่น ไม่ใช่เพียงสิ่งที่ยืนมอง
“เมืองสามธรรม” หมายถึงอะไร
มีวลีหนึ่งที่ต้องแบกรับความหมายมากเกินขนาดของตัวเอง คือ เมืองสามธรรม หรือ Mueang Sam Tham — the City of Three Dharmas
สามส่วนนี้ได้แก่ ธรรมะ (dhamma — คำสอนและการปฏิบัติทางจิตวิญญาณ) ธรรมชาติ (thammachat — nature) และวัฒนธรรม (watthanatham — culture) โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวในท้องถิ่นบางครั้งนำเสนอทั้งสามสิ่งเป็นหัวข้อแยกกัน โดยเน้นสถานที่ทางพุทธศาสนา โลกธรรมชาติของหนองหาร และชุมชนวัฒนธรรมอย่างท่าแร่ แต่ในสกลนคร ทั้งสามไม่ได้แยกอยู่ในขอบเขตของตนเอง หากยังคงหล่อหลอมซึ่งกันและกัน
ประวัติศาสตร์ทางจิตวิญญาณของจังหวัดผูกพันกับภูมิประเทศ ป่าและภูเขาของภูพานดึงดูดพระสงฆ์ที่ต้องการความสงบ สถานที่สำหรับเดินจงกรม และการปฏิบัติอันเคร่งครัด อาจารย์มั่น ภูริทัตโต บุคคลสำคัญในสายพระป่าของไทย ใช้เวลาช่วงสำคัญในภูมิภาคนี้และมรณภาพที่นี่ อาจารย์ฝั้นก็เคยปฏิบัติธรรมที่วัดถ้ำขามเช่นกัน ภูเขาไม่ได้เป็นเพียงทิวทัศน์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของบันทึกทางจิตวิญญาณของจังหวัด
วัฒนธรรมเติบโตขึ้นจากการบรรจบกันของความเชื่อ ผืนดิน และงานในชีวิตประจำวัน ทั้งชีวิตในวัดและการทำบุญ ประเพณีคาทอลิกของท่าแร่ อาหารที่เก็บจากป่า ตลอดจนความรู้ที่ใช้ในการปลูก ย้อม ทอ และออกแบบผ้าคราม คำว่า เมืองสามธรรม มอบวิธีกระชับให้ผมเก็บทั้งหมดนี้ไว้ในวลีเดียวของเพลง มันไม่ใช่คำขวัญที่ผมหยิบยืมมา แต่คือวิธีที่จังหวัดนี้เข้าใจตัวเองอยู่แล้ว
เหตุใดท่อนร้องจึงเป็นภาษาอังกฤษ และท่อนคอรัสเป็นภาษาไทย
การแบ่งเช่นนี้มีเหตุผลทั้งในทางปฏิบัติและทางอารมณ์ ผมต้องการให้ผู้ฟังนอกประเทศไทยติดตามการเดินทางผ่านแต่ละท่อนได้ ภาษาอังกฤษจึงทำหน้าที่ส่งคำเชื้อเชิญและแนะนำสถานที่ แต่หากผู้ฟังนานาชาติจะร้องส่วนหนึ่งของเพลงเป็นภาษาไทย ท่อนคอรัสคือจุดที่เหมาะสม เพราะมีการร้องซ้ำ และการทำซ้ำคือวิธีที่เราเรียนรู้วลีในภาษาที่พูดไม่ได้
ผมเลือกคำที่สั้นและมีจังหวะชัดเจน ง่ายสำหรับผู้ที่ไม่ใช่คนไทยจะเรียนรู้ แต่ยังแบกรับความหมายลึกซึ้งกว่าสำหรับผู้ฟังชาวไทยที่รู้ว่าการจากสกลนครแล้วกลับบ้านเป็นอย่างไร
ผมเคยพิจารณาทำในทางตรงกันข้าม คือท่อนร้องภาษาไทยและท่อนคอรัสภาษาอังกฤษ แต่วิธีนั้นใช้ไม่ได้ ภาษาอังกฤษเปิดให้ผู้ฟังจากภายนอกก้าวเข้ามาในภูมิประเทศ ส่วนภาษาไทยคือจุดที่เพลงเดินทางกลับบ้าน
เหตุใดจึงต้องเป็นเพลงคู่
เสียงชายและหญิงผลัดกันร้อง
Let's ride…
Let's go shopping…
Let's sit…
Let's go home…
การร้องรับส่งกันเช่นนี้เปลี่ยนเพลงให้เป็นคำเชื้อเชิญระหว่างคนสองคน แทนที่จะเป็นคำประกาศจากคนคนเดียว และเข้ากับภาพที่ผมจินตนาการว่าเพลงจะมีชีวิตอยู่นอกหูฟัง คือคนสองคนผลัดกันร้อง เพื่อนๆ รอถ้อยคำอ้างอิงที่พวกเขาชื่นชอบ และทุกคนร่วมร้องเมื่อท่อนคอรัสมาถึง ภาพนั้นหล่อหลอมวิธีที่ผมเขียน ทุกบรรทัดต้องสมบูรณ์พอที่จะส่งต่อให้นักร้องอีกคน ขณะที่ท่อนเพลงโดยรวมยังเคลื่อนไปข้างหน้า จากนั้นท่อนคอรัสก็ขยายกรอบออกไป สองเสียงกลายเป็นเสียงของคนทั้งห้อง
เขียนเนื้อร้อง ทำนอง และจังหวะไปพร้อมกันด้วยกีตาร์อะคูสติก
ไม่มีช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่งที่เพลงทั้งเพลงประกอบขึ้นมาอย่างสมบูรณ์ ผมเขียนเนื้อร้อง ทำนอง และจังหวะไปพร้อมกันด้วยกีตาร์อะคูสติก โดยปรับแต่ละส่วนเข้าหากันระหว่างที่ทำงาน การหาคอร์ดและรูปแบบการตีคอร์ดบนกีตาร์มีส่วนกำหนดว่าผมจะเก็บบรรทัดใดไว้และตัดบรรทัดใดออก ชื่อสถานที่แห่งหนึ่งอาจมีความหมายจริง แต่กลับขัดกับทำนอง ขณะที่อีกชื่อหนึ่งซึ่งดูมีความสำคัญน้อยกว่าอาจกลายเป็นคำที่ร้องได้อย่างเพลิดเพลิน
ผมกำลังฟังหาสิ่งเดียวกับที่ผมชอบใน “Country Roads” คือการไหลไปข้างหน้าพร้อมจังหวะสะดุดเล็กๆ ซึ่งทำให้แต่ละบรรทัดร้องได้อย่างน่าพอใจ ชื่อสถานที่ภาษาไทยมอบจังหวะเช่นนั้นให้ผมมากมาย การรับส่งกันระหว่างกรอบประโยคภาษาอังกฤษกับคำนามภาษาไทยทำให้ท่อนร้องมีการเคลื่อนไหวในแบบของตัวเอง ขณะที่เสียงซ้ำในท่อนคอรัสกลายเป็นท่อนติดหู
นี่เป็นอีกเหตุผลที่เนื้อร้องผ่านการคัดเลือกอย่างจำกัด เพลงเกี่ยวกับสกลนครสามารถเอ่ยชื่อวัด หมู่บ้าน อาหาร และประเพณีได้อีกหลายสิบอย่าง แต่เนื้อเพลงไม่ใช่สารานุกรม ทุกสิ่งที่นำมาอ้างถึงต้องคู่ควรกับพื้นที่ของตน โดยทำหน้าที่หลายอย่างพร้อมกัน ทั้งความหมาย เสียง จังหวะ และการเคลื่อนไหวทางอารมณ์
กระบวนการเดียวกัน แต่เป็นเพลงอีกแบบหนึ่ง
“รักสกลนคร” กล่าวถึงสิ่งที่แตกต่างจากเพลงอื่นใน EP Ysaan แต่กระบวนการพื้นฐานคือวิธีเดียวกับที่ผมใช้กับทุกเพลง
ใน “ไม่รักแม่ค้า” ผมสร้างเรื่องราวเล็กๆ จากพฤติกรรมที่จับต้องได้ ชายคนหนึ่งกลับไปที่ร้านก๋วยเตี๋ยวอยู่เรื่อยๆ ขณะปฏิเสธว่าไม่ได้รักผู้หญิงเจ้าของร้าน และคำร้องซ้ำของเขาจะพลิกความหมายก็ต่อเมื่อร้านปิดถาวร ใน “คิดถึงเธอ” การร้องซ้ำและการสลับระหว่างภาษาไทยกับภาษาอังกฤษแบกรับความรู้สึกที่พูดออกมาตรงๆ ได้ยาก ส่วนใน “ไม่รัก หลายใจ” การบีบถ้อยคำให้กระชับและท่อนร้องซ้ำภาษาไทยสั้นๆ เปลี่ยนความขัดแย้งทางอารมณ์ให้กลายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า
หัวข้อแตกต่างกัน ทั้งความรักที่ยังไม่ทันรู้ตัว ความโหยหา การทรยศ และความผูกพันต่อบ้าน แต่ทุกครั้งผมตั้งคำถามแบบเดียวกันกับตัวเอง ภาพใดชัดเจนที่สุด ภาษาใดควรแบกรับความรู้สึกส่วนไหน อะไรที่ผมตัดออกได้ วลีหนึ่งจะมีความหมายอย่างไรเมื่อกลับมาเป็นครั้งที่สองหรือสาม และที่สำคัญที่สุดคือ ผู้คนจะอยากร้องเพลงนี้จริงหรือไม่
ใน “รักสกลนคร” รายละเอียดที่จับต้องได้ไม่ใช่ร้านก๋วยเตี๋ยวหรือการโต้เถียงส่วนตัว แต่เป็นทะเลสาบ บันได ผ้าคราม เห็ดในป่า ดวงดาวคริสต์มาส พ่อแม่ และอาหารริมน้ำ เมื่อนำมารวมกัน สิ่งเหล่านี้เล่าเรื่องราวของการเป็นส่วนหนึ่งของสถานที่แห่งหนึ่ง
AI เข้ามามีส่วนอย่างไรในการบันทึกเสียงฉบับสมบูรณ์
ผมใช้เครื่องมือ AI ในการผลิตเพลงและเสียงฉบับสมบูรณ์ และคิดว่าการพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า AI มีส่วนตรงไหนและไม่มีส่วนตรงไหนเป็นเรื่องสำคัญ
ไม่มีเครื่องมือ AI ใดตัดสินว่าสกลนครต้องมีเพลง หรือศูนย์กลางทางอารมณ์ของเพลงควรเป็นการเดินทางกลับบ้าน AI ไม่ได้นำประสบการณ์ยี่สิบสี่ปีของผมในประเทศไทย ซึ่งรวมถึงเวลากว่า 15 ปีในสกลนคร เข้ามาสู่โครงการนี้ ไม่ได้เลือกคำว่า ใกล้ถึงบ้าน เป็นท่อนติดหู เชื่อมโยงการย้ายถิ่นกับการกลับบ้านช่วงเทศกาล สร้างสมดุลระหว่างสถานที่มีชื่อเสียงกับประสบการณ์ท้องถิ่นที่เงียบกว่า หรือตัดสินใจว่าภาษาอังกฤษควรเชื้อเชิญคนนอกเข้ามา ขณะที่ภาษาไทยพาท่อนคอรัสกลับบ้าน
AI ไม่ได้ตัดสินใจว่านักร้องสองคนควรผลัดกันร้อง เพื่อเปลี่ยนการเดินทางส่วนตัวให้กลายเป็นประสบการณ์ร่วม ทั้งหมดนั้นเกิดจากการใช้ชีวิตกับสถานที่แห่งนี้ การคิดว่าใครจะเป็นผู้ฟัง การศึกษาว่าเพลงเกี่ยวกับสถานที่อีกเพลงหนึ่งทำงานอย่างไร การเขียนด้วยกีตาร์ การทดลองฟังว่าถ้อยคำออกเสียงแล้วเป็นอย่างไร และการค้นหาว่าผมต้องการให้เพลงเก็บภาพสกลนครในแบบใดไว้จริงๆ
สิ่งที่การผลิตโดยมี AI ช่วยทำ คือเปลี่ยนงานพื้นฐานทั้งหมดนั้นให้กลายเป็นการแสดงที่เสร็จสมบูรณ์ ผมยังคงต้องฟังและตัดสินว่าผลงานได้ผลหรือไม่ ท่อนสองภาษาไหลลื่นหรือเปล่า เพลงคู่ให้ความรู้สึกเหมือนคำเชื้อเชิญไหม จังหวะร้องสนุกหรือไม่ และการผสมผสานระหว่างการแต่งเพลงแบบตะวันตกกับเสียงแบบไทยกลมกลืนกันหรือเปล่า
เทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของวิธีที่เพลงบันทึกเสียงถูกสร้างขึ้น แต่ไม่ใช่เหตุผลที่เพลงนี้เกิดขึ้น
เพลงที่สกลนครสามารถร้องตอบกลับมาได้
จุดประสงค์แรกของผมคือการสร้างบทเพลงเพื่อยกย่องสกลนคร ผมยังหวังจะแนะนำจังหวัดนี้ให้ผู้ฟังในที่อื่นรู้จัก รวมถึงผู้คนที่อยู่นอกประเทศไทยซึ่งอาจได้ยินชื่ออย่างภูพาน หนองหาร ท่าแร่ และโพนยางคำเป็นครั้งแรก
แต่ลำดับก่อนหลังมีความสำคัญ ก่อนที่เพลงจะแนะนำสกลนครให้คนอื่น เพลงต้องให้ความรู้สึกจริงสำหรับคนที่นี่ ผมต้องการให้พวกเขาจดจำได้มากกว่าสถานที่ แต่อยากให้พวกเขาจดจำการเคลื่อนไหวระหว่างการจากไปกับการกลับมา ความเคารพกับความเพลิดเพลิน ป่ากับเมือง ครอบครัวกับเพื่อนฝูง ตลอดจนประสบการณ์เล็กๆ มากมายที่ทำให้สถานที่แห่งหนึ่งกลายเป็นบ้าน
นั่นคือเหตุผลที่เพลงไม่ได้พูดเพียงว่า “ผมรักสกลนคร” แต่ชวนผู้คนออกไปขี่รถ ซื้อของ นั่งพัก เดินขึ้นบันได ไหว้ เล่นน้ำ ค้นหา ทำบุญ กิน และร้องเพลงร่วมกัน ความรักต่อสถานที่กลายเป็นชุดการกระทำที่แบ่งปันกัน และทุกครั้งที่ท่อนคอรัสกลับมา ระยะทางก็ลดลงอีกเล็กน้อย
รักสกล ใกล้ถึงบ้าน
Love Sakon. We're almost home.



