ภาพด้านบน: รถมอเตอร์ไซค์ GPX ที่ผลิตในประเทศไทย ซึ่งอาจารย์เดวิดใช้เดินทางไปเยี่ยมชมวัดพุทธกว่า 200 แห่งในจังหวัดสกลนคร
บทต่อไปนี้คือบทสัมภาษณ์ที่จัดทำโดยคุณอังสุมาลย์ ทัพพิลลา กับอาจารย์เดวิด ผู้เขียนหนังสือบทกวีเล่มใหม่ “Poems from Sakon Nakhon” จัดพิมพ์โดย Ysaan Books (2025) อาจารย์เดวิดเป็นชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยมาเป็นเวลานาน และเป็นอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
อัปเดต! บทสัมภาษณ์นี้ได้เพิ่มบทสัมภาษณ์ติดตามผล ซึ่งจัดทำขึ้นเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม (2026) หลังจากหนังสือเล่มใหม่ของอาจารย์เดวิด “Under the Weeping Fig” ได้รับการตีพิมพ์
สวัสดีค่ะ อาจารย์เดวิด! อาจารย์ใช้ชีวิตและสอนหนังสือในประเทศไทยมากว่า 20 ปีแล้ว — อะไรเป็นแรงบันดาลใจแรกที่ทำให้อาจารย์เขียน Poems from Sakon Nakhon เกี่ยวกับประเทศของเรา?
อาจารย์เดวิด: สวัสดีครับ! ผมคิดว่าหนึ่งในเหตุผลหลักก็คือ ผมเห็นความเข้าใจผิดเกี่ยวกับประเทศไทยเยอะมาก — โดยเฉพาะเกี่ยวกับพื้นที่ชนบทอย่างสกลนคร หลังจากอยู่ที่นี่มา 20 ปี ผมรู้สึกว่าผมมีบางอย่างที่ควรพูด มีมุมมองใหม่เกี่ยวกับวัฒนธรรมไทยและชีวิตในหมู่บ้าน ซึ่งอาจมีเพียงฝรั่งที่ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มานานจริง ๆ เท่านั้นที่พอจะถ่ายทอดได้
บทกวีหลายบทของอาจารย์ เช่น บทที่พูดถึงฤดูฝน ฤดูหนาว และฤดูร้อน ถ่ายทอดธรรมชาติของประเทศไทยได้ชัดเจนมาก อาจารย์เรียนรู้ที่จะมองภูมิทัศน์ของเราแบบกวีได้อย่างไร?
อาจารย์เดวิด: ผมคิดว่ามันเริ่มต้นจากความหลงใหลในวรรณกรรมและบทกวี โดยเฉพาะนักเขียนอย่าง Hermann Hesse, Rilke, Lawrence Durrell, Pablo Neruda ตอนเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย ผมหมกตัวอยู่กับงานของนักเขียนเหล่านั้น และมันค่อย ๆ สอนให้ผมมองโลกด้วยความละเอียดอ่อนและความเห็นอกเห็นใจมากขึ้น จริง ๆ แล้วผมเคยมีหนังสือบทกวีตีพิมพ์มาแล้วสองเล่ม แต่ก็เป็นเมื่อกว่า 20 ปีก่อน แล้วผมหยุดเขียนไปนานมาก จากนั้นประเทศไทยก็ให้เหตุผลกับผมในการเริ่มต้นใหม่
ผมอยากตอบแทนบางอย่างให้กับประเทศที่กลายมาเป็นบ้านของผม — ในบท “แม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยว” และ “มะม่วงบางลูกก็หวาน” อาจารย์เขียนเกี่ยวกับชีวิตประจำวันของคนไทย — อาหารริมทางและตลาดต่าง ๆ ทำไมอาจารย์คิดว่าช่วงเวลาเล็ก ๆ แบบนี้จึงสำคัญต่อบทกวี?
อาจารย์เดวิด: ผมคิดว่าช่วงเวลาเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวันสำคัญกับบทกวีเสมอ มันเป็นสิ่งที่เรามักเดินผ่านไปง่าย ๆ แต่จริง ๆ แล้วมันสามารถเผยอะไรหลายอย่างเกี่ยวกับผู้คนและสถานที่ได้ — และบางครั้งมันก็สวยงามจนแทบปวดใจ
บทกวีเกี่ยวกับ “แม่ใหญ่” ของอาจารย์แสดงให้เห็นถึงความเคารพอย่างลึกซึ้งต่อคุณยายไทย การสอนนักศึกษาไทยทำให้อาจารย์เข้าใจเรื่องคุณค่าของครอบครัวไทยอย่างไร จนกลายมาเป็นบทกวีนี้?
อาจารย์เดวิด: อย่างแรกเลย ผมมีภรรยาเป็นคนไทย มีครอบครัวใหญ่แบบไทย และมีลูกสาวคนไทยสองคน นั่นคือจุดเริ่มต้นของความเข้าใจเรื่องคุณค่าครอบครัวไทยของผม จากนั้นผมก็เห็นคุณค่าแบบเดียวกันนี้สะท้อนอยู่ในตัวนักศึกษามหาวิทยาลัยของผมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดังนั้นผมจึงรู้ว่าสิ่งที่ผมได้สัมผัสด้วยตัวเอง — ความเคารพอย่างลึกซึ้งต่อคุณยายและผู้ใหญ่ — ไม่ได้มีแค่ในครอบครัวของผม แต่มันเป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไปในสังคมไทย
บทกวีที่พูดถึง “เข้าพรรษา” และ “แม่ธรณี” สัมผัสกับพุทธศาสนาไทย ในฐานะชาวต่างชาติ อาจารย์เข้าใจและเขียนเกี่ยวกับประเพณีทางจิตวิญญาณของเราได้อย่างไร?
อาจารย์เดวิด: ผมไปเยี่ยมวัดพุทธในสกลนครมากกว่า 200 แห่ง — และผมก็สนใจปรัชญาพุทธและศิลปะพุทธมาตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษา สิ่งที่ผมชอบก็คือ ผมมองทุกวัดไม่ใช่แค่สถานที่สำหรับนั่งสมาธิและใคร่ครวญ แต่ยังเป็นเหมือนหอศิลป์พุทธเล็ก ๆ ด้วย รูปปั้นและภาพวาดในแต่ละวัดมักมีบางอย่างที่แตกต่างและมีเอกลักษณ์เสมอ
อาจารย์สำรวจภาษาของความรักในประเทศไทย โดยเน้นความละเอียดอ่อนของคำอย่าง “รัก” และ “ตกหลุมรัก” อะไรคือสิ่งพิเศษที่อาจารย์พบในวิธีที่ภาษาไทยใช้แสดงความรู้สึก?
อาจารย์เดวิด: ผมคิดว่าคือความเรียบง่าย ภาษาไทยเหมาะกับความต้องการของหัวใจอย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งจริง ๆ แล้วความรู้สึกในหัวใจมักแสดงออกได้ดีที่สุดด้วยคำที่เรียบง่าย ซื่อสัตย์ และตรงไปตรงมา และแน่นอน คำต่าง ๆ ที่มีคำว่า “ใจ” ก็ช่วยได้มากในการแสดงความรู้สึกอย่างจริงใจ

ในบทกวีบทหนึ่ง อาจารย์เขียนถึงรอยยิ้มและ “จิตวิญญาณแห่งสยาม” หลังจากใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มานาน อาจารย์มองลักษณะเด่นของคนไทยข้อนี้อย่างไร?
อาจารย์เดวิด: จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่สิ่งที่อธิบายสั้น ๆ ได้ง่ายนะครับ แต่ผมคิดว่าหนึ่งในแง่มุมสำคัญของจิตวิญญาณแห่งสยามก็คือ ความสามารถในการมองเห็นความงดงามและความสุขในสิ่งธรรมดาของชีวิต — และไม่ปล่อยให้สิ่งนั้นหายไป
อาจารย์พูดถึงแนวคิดทางสังคมไทยอย่าง “เกรงใจ” และ “เสียหน้า” อาจารย์เรียนรู้เรื่องพวกนี้ได้อย่างไร และทำไมถึงนำมาใส่ในบทกวี?
อาจารย์เดวิด: คุณไม่มีทางใช้ชีวิตในประเทศไทยได้อย่างราบรื่น ถ้าไม่เข้าใจอย่างแท้จริงว่าการเกรงใจคืออะไร และจะช่วยให้คนอื่นรักษาหน้าได้อย่างไร และน่าเสียดายที่ฝรั่งส่วนใหญ่ไม่ค่อยเก่งเรื่องนี้ — รวมถึงผมเองด้วย ถ้าจะพูดกันตรง ๆ ตอนเพิ่งมาถึงใหม่ ๆ เพราะแบบนั้นผมจึงรู้สึกว่ามันสำคัญที่จะเขียนบทกวีเกี่ยวกับทั้งสองเรื่องนี้
บทกวีเกี่ยวกับตำนานหนองหารของอาจารย์เล่าเรื่องความรักแบบไทย อะไรดึงดูดให้อาจารย์สนใจนิทานพื้นบ้านของเรา และอาจารย์เลือกเรื่องที่จะเขียนอย่างไร?
อาจารย์เดวิด: ผมสนใจเรื่องเล่าพื้นบ้านไทยที่มีสารสากล — สิ่งที่ผู้คนต่างวัฒนธรรมสามารถรู้สึกร่วมได้ ตำนานหนองหารเป็นตัวอย่างที่ดี เพราะจริง ๆ แล้วมันพูดถึงความรักที่ไม่สมหวัง ซึ่งเป็นได้ทั้งโศกนาฏกรรม และในอีกมุมหนึ่งก็อาจเป็นพรอย่างประหลาดด้วย
อาจารย์ชื่นชมหลายอย่างในวัฒนธรรมไทย เช่น บทกวีที่พูดถึงแคนอีสานและนักเต้นเท้าเปล่า อะไรในวัฒนธรรมอีสานที่อาจารย์รักมากในฐานะกวี?
อาจารย์เดวิด: ผมรักความติดดินของมัน สิ่งของหลายอย่างยังคงทำด้วยมือ ในแบบเดียวกับที่ทำกันมาหลายร้อยปี และจังหวะชีวิตที่ช้าพอให้คุณได้ซึมซับรายละเอียดของช่วงเวลานั้นจริง ๆ ซึ่งหาได้ยากมาก
อาจารย์ถึงกับชื่นชมชาดอกอัญชันมากกว่าน้ำอัดลม ซึ่งถือว่าแปลกสำหรับฝรั่ง อาจารย์เริ่มชอบเครื่องดื่มและรสชาติแบบไทยได้อย่างไร?
อาจารย์เดวิด: มันไม่ได้เกิดขึ้นทันทีแน่นอน ผมบอกได้เลย มีเครื่องดื่ม อาหาร และน้ำจิ้มไทยหลายอย่าง — อย่างเช่นน้ำจิ้มแจ่ว — ที่ตอนนี้ผมชอบมาก แต่ตอนเพิ่งมาถึงในปี 2002 ผมกลับกินไม่ไหวเลย กุญแจสำคัญจริง ๆ คือการถอยออกมาจากอคติเดิม ๆ เกี่ยวกับรสชาติ แล้วเปิดใจลองรสชาติใหม่ ๆ ด้วยความอยากรู้ แทนที่จะรีบตัดสินทันที
ในบทกวีบทหนึ่ง อาจารย์ยอมรับว่าตัวเองจะไม่มีวันเป็นคนไทย แต่กลับมองเห็น “วิสัยทัศน์ที่กว้างกว่า” ในฐานะคนนอก สิ่งนี้หมายความว่าอย่างไร และการเป็นฝรั่งส่งผลต่อบทกวีของอาจารย์อย่างไร?
อาจารย์เดวิด: ผมคิดว่ามันเกี่ยวกับอิสรภาพในแบบหนึ่ง — การไม่ถูกจำกัดด้วยกรอบของสังคมและภาษาที่เราเติบโตมา การเติบโตในอเมริกาหล่อหลอมผมในบางด้าน แต่การใช้ชีวิตในประเทศไทยมานานขนาดนี้ทำให้กรอบความคิดเดิม ๆ แตกสลายไปมาก ตอนนี้ผมห่างออกมาจากวิธีคิดของชาวอเมริกันทั่วไปหรือเจ้าของภาษาอังกฤษ ว่าพวกเขาจัดระเบียบความคิดและการรับรู้โลกอย่างไร แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็ไม่มีวันเป็นคนไทย และจะไม่มีวันมองโลกแบบคนไทยได้เต็มที่เหมือนกัน เพราะอย่างนั้นผมจึงได้ใช้ชีวิตอยู่ในจุดที่แปลกประหลาดนี้ — ด้วยจิตใจที่มีอิสระในการเดินทางมากขึ้น และหวังว่าจะมีความเข้าใจที่ลึกซึ้งขึ้นด้วย
หนังสือของอาจารย์จบลงด้วยฉากงูเห่าที่น่าตื่นเต้น ทำไมอาจารย์ถึงเลือกให้มันเป็น “บทกวีสุดท้าย” จากสกลนคร? มันคือการบอกลาภูมิภาคนี้หรือเปล่า?
อาจารย์เดวิด: ไม่เลยครับ สกลนครคือที่ที่ผมสร้างบ้านและครอบครัวขึ้นมา แต่ผมมีความตระหนักอยู่เสมอว่าชีวิตนั้นเปราะบางแค่ไหน — ความตายสามารถมาเคาะประตูได้ทุกเมื่อ หนังสือเล่มก่อนหน้าของผมห่างออกไปกว่า 20 ปี และผมเองก็ไม่รู้จริง ๆ ว่าจะมีแรงผลักดันให้เขียนอีกเมื่อไร หรือจะมีอีกไหม เพราะอย่างนั้นบทกวีนั้นจึงรู้สึกเหมือนตอนจบที่เหมาะสม — ไม่ใช่การบอกลาสกลนคร แต่เป็นเหมือนเครื่องหมายวรรคตอนปิดท้ายหนังสือมากกว่า
บทกวีของอาจารย์ใช้ภาษาอังกฤษที่เรียบง่าย แต่กลับให้ความรู้สึกทั้งลึกซึ้งและเป็นไทย อาจารย์เขียนโดยนึกถึงผู้อ่านชาวไทย หรือผู้อ่านต่างชาติด้วย?
อาจารย์เดวิด: ผมเขียนเพื่อทั้งสองกลุ่มเลย — ทั้งผู้อ่านไทยและต่างประเทศ และผมคิดว่าการใช้ภาษาอังกฤษแบบเรียบง่ายของผม เมื่อเทียบกับภาษาที่ซับซ้อนกว่าซึ่งมักพบในบทกวีสมัยใหม่ จริง ๆ แล้วสะท้อนอิทธิพลที่วัฒนธรรมและภาษาไทยมีต่อวิธีคิดของผมในภาษาอังกฤษ ความคิดเหล่านั้นถูกปลดออกจากความเสแสร้งและความซับซ้อนที่ไม่จำเป็น ประเทศไทยทำให้มันเป็นแบบนั้น
ในบทกวีเกี่ยวกับภาษาไทย อาจารย์เรียกคำภาษาไทยว่า “อัญมณีเม็ดเล็ก ๆ” ในฐานะครูและกวี อะไรคือสิ่งที่อาจารย์รักมากที่สุดเกี่ยวกับภาษาไทย?
อาจารย์เดวิด: ความเรียบง่ายที่ไหลลื่นและงดงามของมัน และวิธีที่มันเหมาะอย่างสมบูรณ์แบบกับการพูดพร้อมรอยยิ้ม — ซึ่งผมคิดว่านั่นบอกทุกอย่างเกี่ยวกับจิตวิญญาณของภาษาแล้ว
บทกวีไม่ได้ได้รับความนิยมในไทยเท่านวนิยายหรือเพลง อาจารย์หวังให้ผู้อ่านชาวไทย — โดยเฉพาะนักศึกษา — ได้อะไรจากหนังสือเล่มนี้?
อาจารย์เดวิด: ใช่ครับ บทกวีไทยไม่เคยมีฐานผู้อ่านใหญ่มากนัก และผมคิดว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะความซับซ้อนและรูปแบบที่เคร่งครัดของมัน บทกวีไทยแบบดั้งเดิมเขียนยากมาก และสำหรับคนไทยจำนวนไม่น้อย ก็อ่านเข้าใจได้ยากจริง ๆ นักศึกษาไทยส่วนใหญ่ไม่เคยได้สัมผัส free verse ทั้งในภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ซึ่งเข้าถึงง่ายกว่ามาก เพราะอย่างนั้นผมหวังว่าบทกวีเหล่านี้อาจกระตุ้นให้พวกเขาเริ่มสำรวจ free verse ทั้งในภาษาไทยของตัวเองและในภาษาอังกฤษ และมากกว่าสิ่งอื่นใด ผมหวังว่าพวกเขาจะได้เห็นคุณค่าในวัฒนธรรมและภาษาของตัวเองมากขึ้น — ผ่านสายตาของคนคนหนึ่งที่เลือกให้ประเทศไทยเป็นบ้านของเขา
บทสัมภาษณ์ติดตามผลกับอาจารย์เดวิด
สวัสดีค่ะ อาจารย์เดวิด และยินดีต้อนรับกลับค่ะ! ในบทสัมภาษณ์ครั้งก่อน อาจารย์บอกว่าบทกวีงูเห่ารู้สึกเหมือนตอนจบที่เหมาะสม — และอาจไม่เขียนหนังสืออีกแล้ว แต่ตอนนี้เรากลับมี Under the Weeping Fig อยู่ในมือ อะไรเปลี่ยนไปคะ?
อาจารย์เดวิด: ใช่ครับ ผมเปลี่ยนใจค่อนข้างเร็วเลยใช่ไหม เหตุผลก็คือ หลังจาก Poems from Sakon Nakhon ตีพิมพ์ได้ไม่นาน วันหนึ่งผมเดินอยู่ในสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ ภายในสวนมีต้นไทรย้อยขนาดใหญ่อยู่ต้นหนึ่ง และขณะที่ผมยืนอยู่ใต้ต้นไม้นั้น ผมจู่ ๆ ก็เห็นภาพของผู้คนมากมายที่อาจเคยยืนอยู่ตรงนั้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา คิดถึงความรักที่พวกเขาสูญเสียไป ความรักข้างเดียวที่ไม่เคยได้รับการตอบกลับ รวมถึงความเสียใจและช่วงเวลาเศร้า ๆ ในชีวิต ตอนนั้นเองผมรู้ทันทีว่าผมต้องเขียนหนังสือบทกวีอีกหนึ่งเล่มชื่อ “ใต้ต้นไทรย้อย”
เป็นที่มาของหนังสือที่งดงามมากค่ะ — และก็เหมาะเหลือเกินที่แรงบันดาลใจนั้นเกิดขึ้นในช่วงเวลาอันเงียบสงบ ขณะยืนอยู่ใต้ต้นไม้ที่กลายมาเป็นชื่อหนังสือ ใน Poems from Sakon Nakhon อาจารย์เขียนเกี่ยวกับวัฒนธรรมไทยจากมุมมองของคนนอก ในฐานะผู้สังเกตการณ์ที่ได้พิสูจน์ตัวเองจนมีที่ยืนที่นี่แล้ว แต่หนังสือเล่มใหม่นี้กลับให้ความรู้สึกที่ลึกเข้าไปภายในมากกว่า — มันพูดถึงความรัก ความโหยหา และความสูญเสียในระดับที่เป็นมนุษย์มาก ๆ การเขียนจากพื้นที่ส่วนตัวขนาดนี้ยากกว่าไหมคะ และอาจารย์กังวลบ้างหรือเปล่าว่าคนอ่านจะคิดอย่างไร?
อาจารย์เดวิด: ไม่เชิงนะครับ จริง ๆ แล้ว Poems from Sakon Nakhon ก็ออกมาจากพื้นที่ที่เป็นส่วนตัวมากเหมือนกัน บางบทก็พูดถึงความรักและความสูญเสียด้วย เพียงแต่หนังสือเล่มนี้หันเข้าข้างในมากกว่าอย่างที่คุณว่า และผมก็เข้าใจว่าบางคนอาจมองว่างานนี้เป็น autobiographical แต่จริง ๆ แล้วมันใกล้กับคำว่า biographical มากกว่า กล่าวคือ มันได้รับแรงบันดาลใจจากบทสนทนา มิตรภาพ และประสบการณ์ทั้งหมดที่ผมได้พบระหว่างใช้ชีวิตในประเทศไทยมากว่า 20 ปี
นั่นเป็นความแตกต่างที่สำคัญมากค่ะ — biographical ไม่ใช่ autobiographical มันทำให้รู้สึกว่าอาจารย์ค่อย ๆ เก็บสะสมเรื่องราวเหล่านี้มาเงียบ ๆ เป็นเวลาหลายปี แบกความเจ็บปวดของคนอื่นไว้ข้าง ๆ ของตัวเอง ในคำนำของหนังสือ อาจารย์พูดถึงสิ่งที่น่าสนใจมากสำหรับฉัน — คือบทกวีเหล่านี้ถูกเขียนขึ้นพร้อมกันทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ จิตใจของอาจารย์เคลื่อนไปมาระหว่างสองภาษา แทนที่จะเขียนเสร็จแล้วค่อยแปลทีหลัง อาจารย์ช่วยอธิบายได้ไหมว่าความรู้สึกนั้นเป็นอย่างไร? แล้วสองภาษาเคยดึงบทกวีไปคนละทิศทาง หรือเผยบางอย่างเกี่ยวกับความรักที่มีเพียงภาษาใดภาษาหนึ่งเท่านั้นที่ถ่ายทอดได้ไหม?
อาจารย์เดวิด: ใช่ครับ ภาษาไทยกับภาษาอังกฤษมักดึงบทกวีไปคนละทาง บทกวีส่วนใหญ่มักเริ่มจากความคิดบางอย่างที่ผมมีเป็นภาษาไทย หรือบางครั้งก็เป็นวลีหรือประโยคภาษาไทยที่ผมชอบเสียงของมันเวลาพูดออกมาดัง ๆ จากนั้นผมก็ค่อยต่อยอดความคิดนั้นในภาษาอังกฤษ แล้วก็แกว่งกลับมาที่ภาษาไทยอีกที สุดท้าย เวอร์ชันภาษาอังกฤษมักมาหาผมในรูปแบบที่สมบูรณ์ก่อน แต่ผมยังต้องกลับมาเติมและขัดเกลาความคิดภาษาไทยของตัวเอง — เพราะแน่นอนว่าภาษาอังกฤษของผมดีกว่าภาษาไทยมาก แต่ทั้งสองเวอร์ชันก็ถูกยึดไว้ด้วยมาตรฐานเดียวกัน คือ ต้องมีเสียงที่น่าจดจำเมื่อพูดออกมาดัง ๆ ซึ่งผมคิดว่าผู้อ่านชาวไทยโดยเฉพาะอาจไม่ทันสังเกต เพราะผมไม่ได้ใช้สัมผัสหรือฉันทลักษณ์แบบดั้งเดิม
ประเด็นสุดท้ายนั้นน่าสนใจมากค่ะ — เพราะบทกวีไทยแบบดั้งเดิมผูกติดอยู่กับสัมผัสและฉันทลักษณ์ที่ซับซ้อนมาก จนผู้อ่านชาวไทยหลายคนอาจไม่ทันมองว่าสิ่งที่อาจารย์ทำคือ “บทกวี” เลยด้วยซ้ำ แต่อาจารย์ก็สนับสนุน free verse มาโดยตลอดในฐานะรูปแบบที่เข้าถึงง่ายกว่า อาจารย์คิดไหมว่า Under the Weeping Fig อาจทำให้คนไทยบางคนที่เคยรู้สึกว่าบทกวียากหรือห่างไกล เริ่มเปิดใจให้บทกวีได้ — เพราะมันฟังเหมือนคำพูดที่เพื่อนคนหนึ่งอาจพูดกับเราเวลานั่งดื่มด้วยกัน?
อาจารย์เดวิด: ผมคิดว่ากวี free verse อย่าง William Carlos Williams, e.e. cummings และ Emily Dickinson ช่วยให้ผู้คนเห็นความงดงามของภาษาอังกฤษธรรมดาที่ใช้พูดกันในชีวิตประจำวันมากขึ้น และพูดตรง ๆ นะครับ ผมคิดว่าภาษาไทยที่ใช้พูดกันทุกวันยิ่งสวยกว่าเสียอีก เพียงแต่บางครั้งเรามองไม่เห็นมัน เพราะภาษาถูกพูดเร็วเกินไป และเสียงบางเสียงก็หายไป Free verse ช่วยให้ผู้อ่านช้าลง เพื่อสัมผัสความงดงามและพลังของคำภาษาไทยจริง ๆ และมันยังอาจช่วยให้คนไทยเริ่มเขียนและอ่านบทกวีมากขึ้น เพราะมันเข้าถึงง่ายกว่าเดิมมาก
อาจารย์พูดถึงการชะลอลงเพื่อสัมผัสความงดงามของภาษาไทยในชีวิตประจำวัน — และฉันคิดว่าคุณสมบัตินั้นปรากฏออกมาอย่างอ่อนโยนที่สุดในบทกวีรักเงียบ ๆ หลายบทในเล่มนี้ อย่างบทที่ 47 ที่เป็นเพียงความปรารถนาเรียบง่าย: อยากกินส้มตำกับใครสักคนในวันที่แดดออก มีพัดลมพัดเบา ๆ อยู่เหนือหัว มันเล็กนิดเดียว แต่กลับสะเทือนใจอย่างรุนแรง อาจารย์คิดไหมว่าบทกวีรักที่ลึกซึ้งที่สุด มักเกี่ยวกับช่วงเวลาธรรมดามากกว่าท่าทางยิ่งใหญ่?
อาจารย์เดวิด: แน่นอนครับ และอีกครั้ง มันเกี่ยวข้องกับเรื่องการเข้าถึงง่าย รวมถึงความเห็นอกเห็นใจด้วย ไม่ใช่ทุกคนที่จะทำสิ่งยิ่งใหญ่ได้ หรือมีโอกาสทำ แต่ทุกคนสามารถสร้างช่วงเวลาธรรมดา ๆ ที่เต็มไปด้วยความรักให้กับคนที่ตัวเองห่วงใยได้ และมันอาจกลายเป็นความทรงจำที่อีกฝ่ายจดจำไปอีกหลายปี หรืออาจตลอดชีวิตเลยก็ได้
ในหนังสือยังมีบทกวีเกี่ยวกับความเป็นพ่อ ซึ่งวางอยู่เงียบ ๆ ท่ามกลางบทกวีรักโรแมนติกทั้งหมด แต่กลับทำให้ฉันหยุดนิ่งไปเลย มันให้ความรู้สึกเหมือนเป็นความสูญเสียอีกแบบหนึ่ง อะไรทำให้อาจารย์ตัดสินใจใส่มันลงไป?
อาจารย์เดวิด: มันแตกต่างจากบทอื่นค่อนข้างมากครับ แต่ถ้าย้อนกลับไปถึงภาพที่ผมเห็นใต้ต้นไทรย้อย มันเข้ากันได้อย่างสมบูรณ์ — ภาพของผู้คนที่ยืนอยู่ใต้ต้นไม้ คิดถึงคนที่ตัวเองรักและอดีตที่ผ่านมาอย่างอาลัย
เป็นวิธีมองที่งดงามมากค่ะ — ต้นไทรย้อยกลายเป็นสถานที่ที่เปิดรับความรักและความสูญเสียทุกรูปแบบ ไม่ใช่แค่ความรักแบบโรแมนติก บทกวีหลายบทในเล่มนี้ยังเขียนจากมุมมองของผู้หญิงไทย — ทั้งความไม่มั่นใจ ความโหยหาเงียบ ๆ และความอกหัก อาจารย์เข้าไปสู่เสียงของผู้หญิงเหล่านั้นได้อย่างไร และเคยกังวลไหมว่าการที่ผู้ชายต่างชาติเขียนจากหัวใจของผู้หญิงไทย อาจทำให้บางอย่างคลาดเคลื่อน?
อาจารย์เดวิด: ไม่ค่อยนะครับ ตั้งแต่มาถึงประเทศไทย เพื่อนสนิทของผมส่วนใหญ่ก็เป็นผู้หญิงเสมอ และจนถึงทุกวันนี้ก็ยังเป็นแบบนั้น รวมถึงแน่นอน ภรรยาคนไทยที่สวยของผมด้วย ผมเหมือนมีบุคลิกแบบที่ทำให้ผู้หญิงไทยรู้สึกสบายใจที่จะเล่าปัญหา ความหวัง และความฝันให้ฟัง และหัวใจของผู้หญิงไทยก็ไม่ได้ต่างจากหัวใจของผู้หญิงชาติไหน ๆ มากนัก
เป็นตอนจบที่งดงามมากค่ะ และฉันคิดว่าความเป็นสากลนี่เองคือหัวใจของหนังสือเล่มนี้ — ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงที่ไม่มั่นใจในความสวยของตัวเอง ผู้ชายที่ซ้อมคำพูดฉลาด ๆ เพื่อพูดกับใครบางคนที่ไม่เคยมาถึง หรือคนสองคนที่เดินเงียบ ๆ ข้างหนองหารตอนพระอาทิตย์กำลังตก ผู้อ่านทุกคนจะพบตัวเองอยู่ที่ไหนสักแห่งในหนังสือเล่มนี้ ขออีกแค่คำถามสุดท้ายนะคะ ตอนจบของหนังสือปิดท้ายด้วยประสบการณ์ที่น่าทึ่ง — การอดอาหารในป่าภูพานห้าวัน ความฝัน และบทสนทนากับต้นไม้โบราณ มันเป็นวิธีปิดท้ายหนังสือที่ทั้งเป็นส่วนตัวและคาดไม่ถึงมาก ประสบการณ์นั้นให้อะไรกับอาจารย์ ที่หาไม่ได้จากที่อื่น?
อาจารย์เดวิด: เทือกเขาภูพานเป็นสถานที่มหัศจรรย์ครับ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมพระสายป่าจากทั่วประเทศไทย รวมถึงหลวงปู่มั่นผู้เป็นตำนาน ถึงถูกดึงดูดมายังที่แห่งนี้ การอดอาหารอยู่ในภูเขาเหล่านั้นจะเติมแรงบันดาลใจให้คนเสมอ และถ้าโชคดี ก็อาจได้รับนิมิตที่เปลี่ยนชีวิตคุณได้
--------------------------------------------------





